ศิษย์พุทธทาสเข้ามาบ้าง


เสร็จศึกกับคุณ Benji2007 ไปแล้ว ก็ถูกห้ามเข้า gotoknow ไปพักหนึ่ง  เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีคนมาหาเรื่องอีกแล้ว คือ คุณ เสวนาด้วยคน [IP: 183.88.249.182]

การที่ผมถูกห้ามเข้า gotoknow นั้น ผลดีประการหนึ่งซึ่งสำคัญมากก็คือ ผมก็เลยมาเขียนบล็อกของผมเอง  คือ  บล็อกนี้  www.manaskomoltha.net

คุณเสวนาด้วยคนนี่มาแปลก คือ เขาเถียงกันเรื่องยุบหนอพองหนอกับสติปัฏฐาน  แกเข้ามากับสายท่านพุทธทาส เมื่อ 12 กันยายน 2554 18:20 ดังนี้

อยากจะแนะนำคำเทศนา ของหลวงพ่อพุทธทาสจาก หนังสือ ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม ขอให้อ่านก่อนนะ

การยึดถือเอาตามความรู้ตามการศึกษาและศรัทธาของตนเอง เป็นพระพุทธเจ้าอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นดวงลอยโชติช่วง เป็นสาย เป็นสีอย่างนี้ สามารถอัญเชิญให้ลอยมาที่นั่นที่นี่ได้

อ้อนวอนให้ทำกิจบางอย่าง พาไปที่นั่นที่นี่ก็ได้ ถึงกับจัดตั้งอาหารคาวหวานไว้ส่วนหนึ่งสำหรับพระพุทธเจ้า

ที่เขาเชิญมามีมากมายหลายแบบ จนเหลือที่จะนำมากล่าวให้หมดสิ้นได้ รวมความว่า เขายึดถือว่า พระพุทธเจ้าคือตัวอัตตาที่บริสุทธิไม่เกิดไม่ตาย มีอยู่ในทุกแห่ง พร้อมที่จะปรากฏทุกเมื่อ

ต้องการให้พระนิพพานหรือพุทธธรรมนั้นเป็นบ้านเมืองเป็นโลกอันแสนสุข สำหรับตนจะจุติไปเกิดที่นั่น

แล้วก็ตั้งบำเพ็ญสมาธิเพื่อความเป็นอย่างนั้น ทั้งนี้ก็ด้วยอำนาจความยึดถือในด้านวัตถุอันแรงกล้านั่นเอง ซึ่งเราอาจกล่าวได้ว่าวิถีแห่งพุทธธรรมของเขามาสิ้นสุดลงเพียงนี้

เมื่อใดพระพุทธเจ้าของเขามาเกิดเป็นของว่างจากความมีตัวตนเช่นเดียวกับสิ่งทั้งปวงแล้ว ภูเขามหึมานั้น

ก็พังทลายไปเองโดยรอบตัว วิถีแห่งพุทธธรรมของแต่ละคนยังมีภูเขาขวางอยู่ ไม่มีภูเขาอะไรอื่นนอกไปจากความยึดถือเกี่ยวกับตัวตน

ที่นำคำเทศนาของท่านพุทธทาสมากล่าวนี้ ผมอยากจะนำเสนอ การเข้าถึงวิถีแห่งพุทธธรรม เผื่อใครมาเห็นจะได้ตาสว่างกันซะที อย่าให้อวิชชา คือ ความโง่หลงมาบดบังได้

ด้วยเป็นกฎ กติกา มรรยาทที่ผู้ตั้งกระทู้จะต้องตอบปัญหา ผมก็ตอบไปดังนี้ (12 กันยายน 2554 19:20)

เรียน คุณเสวนาด้วยคน [IP: 183.88.249.182]

คุณหาเรื่องมาให้ผมแท้ๆ ผมวิพากษ์วิจารณ์พวกสายยุบหนอพองหนอนะคุณ ต่อไปข้างหน้า มีลูกศิษย์ท่านพุทธทาสมาด่าผม ผมจะโทษคุณก็แล้วกัน

เรื่องในทางธรรมะ และที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรมแบบที่ผมกำลังวิเคราะห์วิจารณ์กันอยู่นี้ ไม่ควรนำคำสอนของท่านพุทธทาสเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะ ท่านพุทธทาสไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้

ท่านพุทธทาสเชื่อวิทยาศาสตร์ เชื่อปรัชญา ท่านจึงนำเรื่องเหล่านั้น เขามาผสมปนเปกับศาสนาพุทธ จนมั่วไปหมด

ท่านไม่เชื่อเรื่องปฏิบัติธรรมอย่างที่สายวิชาธรรมกาย สายพุทโธ สายนะมะพะทะ รวมทั้งสายยุบหนอพองหนอสอนอยู่ ท่านว่าเป็นการปฏิบัติที่ สุดกู่ไม่ใช่ทางสายกลางในความเห็นของท่าน

ท่านพุทธทาสศึกษาศาสนาพุทธทำนองเดียวกับนักปรัชญา ที่แตกต่างจากนักปรัชญาทั่วไปก็คือ ท่านปฏิบัติตนด้วย

นักปรัชญาท่านอื่นๆ อาจจะเผยแพร่ว่า ศาสนาพุทธเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ พุทธศาสนิกชนถือศีล 5 ศีล 8 ดีอย่างโน้นอย่างนี้ แต่นักปรัชญาท่านนั้น อาจจะขี้เมาหยำเปเลยก็ได้

คุณสังเกตดู ผมจะไม่ค่อยจะวิพากษ์วิจารณ์พุทธทาสมากนัก เพราะ ท่านเชื่ออย่างไร คิดอย่างไร ท่านเขียนอย่างนั้น ผมนับถือในความตรงของท่านในเรื่องนี้ แต่คำสอนของท่าน เอามาใช้กับการปฏิบัติธรรมไม่ได้

ท่านพุทธทาสตอนนี้อยู่สวรรค์ชั้นที่ 2

คุณ เสวนาด้วยคน คนนี้ จัดได้ว่าอยู่ในพวก “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” ยังจะเข้ามาถามอีกว่า (14 กันยายน 2554 11:38)

ผมงงอยู่เรื่องหนึ่งคือ ทำไมพระที่หมดกิเลสแล้วถึงได้อยู่แค่สวรรค์ชั้น 2 มันวัดที่อะไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ทำไมไม่ตรงตามพุทธพจน์ที่ว่าหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ แต่หมดกิเลสกลับเป็นเทวดาอยู่สวรรค์ชั้น 2 เนี่ยนะ

แล้วพระอรหันต์ในทางวิชชาธรรมกายนั้น มีกายพระอรหัต แล้วท่านไม่ยึดติดกับกายหรอ ว่าเป็นกายพระอรหัตของเรา

มีการหาวิธีสร้างกายใหม่ อะไรต่างๆนาๆ ตามที่ท่านการุนว่า และพระพุทธเจ้ามาอวดกายกับท่านการุน อะไรแบบนี้เป็นต้น

ถ้าคิดง่ายๆก็คือ พระอรหันต์ในทางวิชชาธรรมกาย ยังมีกิเลสอยู่ แต่กลับเป็นพระอรหันต์

และที่ว่าปราบมารสำเร็จ จะทำให้คนไม่เกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป มันเป็นไปไ่ม่ได้นะครับ ผมว่า เว่อเกิน แบบดูหนังไซไฟ ยังไม่เท่านี้

ถ้าบอกว่าวิชชาธรรมกายทำให้เราเกิดเป็นพรหม ยังพอจะเชื่อได้บ้าง เพราะมีกายเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง

อธิบายได้หรือไม่ ดร.

เมื่อมีหมูมาให้เชือดถึงที่ ผมจึงตอบไปดังนี้ (14 กันยายน 2554 21:17)

นั่นไง เขามันงอกขึ้นมาแล้วไง เขาว่า ควายยังไงก็เป็นควายวันยังค่ำ คำว่า ควายในที่นี้ หมายถึงว่า ใครจูงจมูกก็ไป อ่านหนังสือเล่มไหนก็เชื่อไปหมด

นี่แหละ ควายในความหมายของผม

คุณรู้ได้อย่างไรว่า ท่านพุทธทาสหมดกิเลสแล้ว คุณมีกิโลวัดกิเลสของท่านพุทธทาสหรือไง

ท่านพุทธทาส เมื่อไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ ไม่เชื่อการเวียนว่ายตายเกิด ท่านมีความคิดเป็นมิจฉาทิฐิ สวรรค์ชั้น 2 ถือว่า บุญแล้ว

แล้วที่ถามโง่ๆ แบบควาย ๆ ว่า

แล้วพระอรหันต์ในทางวิชชาธรรมกายนั้น มีกายพระอรหัต แล้วท่านไม่ยึดติดกับกายหรอ ว่าเป็นกายพระอรหัตของเรา

คุณรู้เรื่องวิชาธรรมกายดีระดับไหน ปฏิบัติได้ระดับไหน ถามโง่ๆ มาได้ ไม่ได้มีพื้นความรู้ทางวิชาธรรมกายเลย นี่ก็โง่ยกกำลังสอง

ถ้าคิดง่ายๆก็คือ พระอรหันต์ในทางวิชชาธรรมกาย ยังมีกิเลสอยู่ แต่กลับเป็นพระอรหันต์

คุณไปอ่านหนังสือเล่มไหน ตรงไหน ๆ Quote มาให้ดูหน่อย

สำหรับข้อความนี้

และที่ว่าปราบมารสำเร็จ จะทำให้คนไม่เกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป มันเป็นไปไม่ได้นะครับ ผมว่า เว่อเกิน แบบดูหนังไซไฟ ยังไม่เท่านี้

ถ้าบอกว่าวิชชาธรรมกายทำให้เราเกิดเป็นพรหม ยังพอจะเชื่อได้บ้าง เพราะมีกายเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง

คุณไม่เชื่อนะดีแล้ว โปรดไปเชื่อท่านพุทธทาสเหมือนเดินนะดีแล้ว ขออนุโมทนาล่วงหน้า อย่ามาเชื่อวิชาธรรมกายเลย

ง่ดักดานอย่างนั้นน่ะดีแล้ว

ต่อไป คุณไม่ต้องมาเขียนที่นี่อีกแล้ว คุณเขียนมาผมลบแน่ๆ

เขาเถียงกันเรื่องสติปัฏฐาน 4 เอาพุทธทาสมาทำไม ถ้าอยากจะเขียนก็ไปเปิดบล็อกของตัวเอง

ตั้งแต่นั้นมา คุณเสวนาด้วยคน ก็ไม่มาเสวนากับผมอีกเลย


สาธุ.............



Benji งี่เง่า

หมดเรื่องกับคุณกัลยาณธรรมไปแล้ว  คุณ Benji2007 [IP: 203.107.236.92] เข้ามาถามบ้าง เมื่อ 07 พฤษภาคม 2554 12:11 ดังนี้

เรียน..สอบถามท่านด.ร.

นิพพานของวิชชาธรรมกาย เป็นอัตตา หรืออนัตตาค่ะ ?

แต่เท่าที่อ่านจากบทความของท่านคาดว่า น่าจะเป็นอัตตานะคะ เพราะสามารถจับต้องได้

โดยท่านบอกว่า ถ้ามีอะไรใหม่ๆ บนนิพพาน กลุ่มของพวกท่านจะต้องรู้แน่ๆ และรู้อยู่กลุ่มเดียวด้วยเพราะ เราขึ้นนิพพานกันเป็นประจำ ต้องรับงานมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ กับ พระพุทธเจ้าเป็นประจำ

ที่ว่าขึ้นนิพพานกันเป็นประจำนั้น รวมถึงลูกศิษย์ที่เราสอนด้วย เพราะ การสอนวิชชา 18 กาย ต้องขึ้นนิพพาน แสดงว่า นิพพานของธรรมกายนั้นมีอยู่จริง แต่สงสัยคงเป็นแบบโลกิยธรรม ไม่ใช่โลกุตรธรรม

รบกวนให้ท่าน ด.ร. ช่วยไปอ่านในวักกลิสูตรว่า " ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต "

เรื่องอัตตา ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ ในวักกลิสูตรที่ว่าไว้ดั่งพระพุทธองค์ดำรัส พระวักกลิ เป็นผู้ที่หลงใหลในรูปลักษณ์ความงดงามของพระองค์มากจนกระทั่งพระพุทธองค์ต้องขับออกจากสำนักไป เนื่องจากไม่ฝักใฝ่ในธรรมะอย่างแท้จริง

ด้วยความโทมนัสจึงจะไปกระโดดหน้าผาตาย พระพุทธองค์ตามไปพบเทศนาสั่งสอนเรื่อง "ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต" เพื่อให้พระวักกลิถ่ายถอน ความยึดมั่นถือมั่น ในตัวพระองค์หันมาน้อมนำในพระธรรมคำสั่งสอนแทน จนสามารถบรรลุธรรมได้ในบัดนั้น

การเห็นอย่างธรรม คือเห็นให้ลึกและกว้าง เห็นแบบธรรมชาติ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การเข้าใจหลักแห่ง ปัจจยตา เมื่อมีสิ่งนั้นย่อมมีสิ่งนี้ การเห็นเช่นนี้ สัมผัสได้ทุกอณูของร่างกาย ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะแบบไหน อริยาบถ 4 ยืน เดิน นั่ง นอน

มีสติและปัญญาระลึกได้อยู่ตลอด ต้องปฎิบัติเองคือ..ใครกินใครอิ่ม....การเข้าใจธรรมมี 2 นัยยะ

1. เห็นแบบกะพี้....เปลือกนอก..ประเภทพิธีกรรม+อภินิหาร+ลาภสักการะ ไม่มีทางเข้าใจได้.......

บัวเกิดมาแต่ตม แต่พอโผล่พ้นน้ำก็ไม่มี ขี้ตม..ติดมาให้เห็น..แปลกแต่จริงนะคะ..การพิจารณาคน..กับบัว 4 เหล่าจึงชาญฉลาดมาก

2. เห็นแบบแก่น เข้าถึงอย่างจริงจัง รู้และเข้าใจหลักของธรรมชาติดีว่า มีความผันแปรไป ไม่มีอะไรเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวคะ สัมผัสได้แห่งองค์ความรู้ของตนเอง..กาย วาจา ใจ ไม่ใช่ในเชิงนิยามตามหลักวิทยาศาสตร์...

ดังนั้นดิฉันจึงสรุปได้ว่า นิพพานและพระอรหันต์ของวิชชาธรรมกายคงเป็นแบบอัตตาและโลกียธรรม..คงต้องพัฒนาต่อไปให้เป็นแบบอนัตตาและโลกุตรธรรมนะคะ

ผมได้ตอบคุณคุณ Benji2007 เมื่อ 07 พฤษภาคม 2554 13:06 ไปอย่างค่อนข้างสุภาพๆ เพราะเห็นว่าเป็นสุภาพสตรีว่า

เรียน คุณ Benji2007 [IP: 203.107.236.92]

ศึกษาและอ่านบันทึกของผมให้ครบก่อน แล้วค่อยมาให้ความเห็นไม่ดีกว่าหรือ..จะแสดงความโง่ให้ประชาชนรู้ เสื่อมเสียญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลนะคุณ

สายปฏิบัติของคุณ คำว่า "เห็น" คำเดียว คุณก็ไปไม่เป็นแล้ว อธิบายมั่วไปมั่วมา พอๆ สามล้อเมายาบ้าเลยทีเดียว

พระพม่าบอกว่า "ต้องเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม" อธิบายให้ครบได้หรือเปล่า.

อ่านให้มากกว่านี้ ... นะจ๊ะ...นะจ๊ะ...(เลียนแบบไชยบูลย์)..

ที่นี่ ตัวจริง เสียงจริง ของจริง และไม่หนีไปไหนด้วย

คุณอยู่สายอื่น มีความคิดแคบๆ อยู่ในกะลาตัวเมีย คุณจะมาสรุปคำสอนของสายวิชาธรรมกายได้อย่างไร

โปรดฟังคำเตือนครั้งที่ 1

อ่านให้มากก่อน ใช้วิชาความรู้ที่เคยเรียนมาทั้งหมด ดัวยหลักของเหตุและผล แล้วจึงเข้ามาถามใหม่

หลังจากตอบคำถามไป 3 วัน คุณ Benji2007 [IP: 203.107.236.92] ซึ่งเป็นสตรีไทยที่เก่งกล้าสามารถ มือซ้ายไกวเปล มือขวาถือดาบ เข้ามาแบบไม่กลัวตายว่า (10 พฤษภาคม 2554 17:41) ว่า

ถึง....คุณดอกเตอร์

ที่คุณถามว่า "ต้องเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม" ดิฉันอธิบายยังงัยคุณก็คงไม่รู้เรื่องและเข้าใจหรอก

ค่ะเพราะว่ามันเป็นปัจจัตตัง นะคะ รบกวนคุณคงต้องไปฝึกปฏิบัติเอาเองนะคะ...จึงจะทราบคะ ...และศาสนาพุทธซึ่งเป็นศาสนาสากล ไม่เคยแบ่งแยกว่าต้องเป็นคนชาติใด วรรณะใด

ทุกคนไม่ว่าคนไทย คนพม่า หรือชาติใดๆ ก็สามารถนับถือศาสนาพุทธได้ โดยยึดถือปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าค่ะ

แต่หลักการปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์จนเข้าถึงพระนิพพานแบบโลกุตรธรรม อาจจะมีวิธีการแตกต่างกันก็ได้คะ ไม่ควรจะไปโจมตีว่าของใครดีกว่าใคร พระพุทธเจ้าท่านไม่สรรเสริญ

พวกอุตริมนุษยธรรมหรอกค่ะ

ดังนั้น คนจะเลวเพราะชาติตระกูลก็หาไม่ คนจะดีเพราะชาติตระกูลก็หาไม่ แต่คนจะเลวก็เพราะการกระทำ คนจะดีก็เพราะการกระทำค่ะ

ผมมันพวกเบื่อหน่ายคนโง่ ก็เลยตอบไปดังนี้ (10 พฤษภาคม 2554 20:01)

คุณ Benji2007 [IP: 203.107.236.92]

บอกตรงๆ ผมเหนื่อยหน่ายกับความโง่ของคุณซะแล้ว ต่อไปถ้าเขียนมา ต้องลบทิ้ง

บันทึกนี้ ผมวิพากษ์วิจารณ์สาวกของพระพม่า พวกนี้เข้าใจผิดไปว่า เดินไปเดินมา พิจารณาอิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อยก็สามารถบรรลุพระอรหันต์ได้แล้ว

พวกนี้ชอบชูเฉพาะสติปัฏฐาน 4 อธิบายแบบหน้าเลิศหน้าลอยว่า "ต้องเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม" แต่ไม่มีหนังสือฉบับของสาวกพระพม่าอธิบายได้อย่างถูกหลักวิชาการ แม้แต่เพียงเล่มเดียว

คุณเข้ามาเป็นฝ่ายตรงข้ามของผม ผมก็ให้คุณอธิบายซิว่า การเห็นกาย เวทนา จิต ธรรมนั้นเป็นอย่างไร

ผมเข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะ วิชาธรรมกายอธิบายไว้อย่างถูกต้องตรงตามพระไตรปิฎก วิชาธรรมกายสอนว่า กายของมนุษย์แต่ละคน หลักๆ มี 18 กาย มีกายละเอียดๆๆๆๆๆๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน

ดังนั้น สายวิชาธรรมกายจึงสามารถอธิบายสติปัฏฐาน 4 ได้อย่างถูกต้อง คุณไม่รู้อะไรเลย แล้วมาเขียนให้ "รก" บันทึกของผมทำไม

แล้วที่บอกว่าเป็น "ปัจจัตตัง" นี่ก็โง่อีก โง่เหมือนพวกพุทธวิชาการที่คิดว่า "ปัจจัตตัง" สอนกันไม่ได้  ความรู้ที่เป็นปัจจัตตังนั้น สามารถสอนหรือสื่อความกันได้ว่า เป็นอย่างไร

ตัวอย่างที่ 1

เคยมีสามีไหมคุณ ไม่ใช่ทะลึ่งลามก เรื่องนี้ สมเด็จโต เป็นผู้เล่า (ตอนนี้สมเด็จโตอยู่ชั้นดุสิต)

สมเด็จโตเล่าว่า มีครอบครัวหนึ่ง มีลูกสาว 2 คน คนโตแต่งงานไปก่อน เมื่อกลับมาเยี่ยมบ้าน น้องสาวก็ถามแล้ว ถามอีกว่า "แต่งงาน" มันเป็นยังไง

พี่สาวก็ยิ้มไปยิ้มมา ไม่บอกว่า ... มันเป็นยังไง บอกแต่เพียงว่า แต่งงานแล้วก็รู้เอง

ต่อมาน้องสาวแต่งงานบ้าง เมื่อกลับมาเยี่ยมบ้าน พี่สาวก็ถามบ้างว่า "รู้หรือยังว่า แต่งงานมันเป็นยังไง" พี่น้องสองสาวก็หัวเราะคิกๆ คักๆ กันไป..

ที่ยกตัวอย่างมานี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์นี้ เป็นปัจจัตตังเหมือนกัน แต่สามารถเล่าสู่กันฟังได้

ไม่อย่างนั้น หนังสือโป๊ มันจะขายได้หรือ..

ตัวอย่างที่ 2

เรื่องนี้ก็ฟังเขามาอีกที ลูกสาวถามแม่ว่า "แม่ แต่งงานมันเป็นยังไง" แม่ก็บอกว่า "ลองเอาไม้ปั่นหูดูซิ"

ลูกสาวทำแล้ว ก็มาบอกแม่ว่า "แม่ หนูขอมีผัว 2 คนเลยนะ"

ตัวอย่างนี้ก็อยากจะบอกว่า เรื่องปัจจัตตังบางเรื่อง เราสามารถเลียนรู้โดยการเทียบเคียงกันได้

ตัวอย่างที่ 3 ของจริง

ความรู้ที่พระพุทธเจ้าสอน ส่วนใหญ่ก็เป็น "ปัตจัตตัง" ทั้งนั้น พระพุทธเจ้ารู้จากการบำเพ็ญบารมีของพระองค์

ถ้า "ปัตจัตตัง" สอนกันไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าจะเผยแผ่ศาสนาได้อย่างไร จะมีพระอรหันต์สาวกได้อย่างไร

ต่อไป ถ้าเขียนไม่เข้าท่าเข้าทาง ผมลบความเห็นของคุณแน่  รกบันทึก ไร้สาระ

หลังจากตอบปัญหานั้นไปแล้ว คุณ Benji2007 เงียบกริบ หายไปอย่างรวดเร็วราวกามนิตหนุ่ม อาจจะมัวไปยุ่งหาสามี เพื่อทำตามนิทาน หรือจะไปแสดงหนังเรื่อง Benji ภาค 3D ก็ไม่รู้...



พระเมืองไทยไม่มีในอายตนะนิพพาน

หลังจากผมตอบคำถามคุณกัลยาณธรรมไปแล้ว  ท่านก็ยังสงสัยอีก เข้ามาถามอีกว่า

กัลยาณธรรม [IP: 124.157.238.94] 09 พฤศจิกายน 2553 18:30

ครับ พอจะนึกออกบ้าง คุณบอกว่า "ยังไม่มีพระในไทยบรรลุ" อยากถามว่า ไม่มีสักคนเลยจริงๆ หรือครับ แม้แต่ (ขออภัยที่เอ่ยนาม) หลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวน หลวงปู่เณรคำ เป็นต้น

แสดงว่าผมเข้าใจผิดหมด ???

ผมได้ตอบคำถามไปเมื่อ 09 พฤศจิกายน 2553 22:03 ดังนี้

เรียน คุณกัลยาณธรรม

พระภิกษุทั้ง  3  รูปนั้น ยืนยันว่า ยังไม่บรรลุพระอรหันต์ เพราะ ไม่พบบนนิพพาน หลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวน ผมรู้ว่าอยู่ที่ไหน แต่เห็นว่า ไม่สมควรบอกในบล็อกแบบนี้

เป็นความจริงที่ไม่ควรเผยแพร่ในที่สาธารณะ เพราะ จะก่อให้เกิดปัญหาตามมา

สำหรับหลวงปู่เณรคำนี่ ผมไม่รู้จักเลย คือ ได้ยินชื่อผ่านๆ ครั้ง  2  ครั้ง

เหตุการณ์ในประเทศไทยของเรานี้ หลวงพ่อวัดปากน้ำ กับ พระพุทธเจ้าสอดส่องดูแลอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ถ้ามีอะไรใหม่ๆ บนนิพพาน กลุ่มของพวกผมจะต้องรู้แน่ๆ และรู้อยู่กลุ่มเดียวด้วย

เพราะ เราขึ้นนิพพานกันเป็นประจำ ต้องรับงานมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ กับ พระพุทธเจ้าเป็นประจำ

ที่ว่าขึ้นนิพพานกันเป็นประจำนั้น รวมถึงลูกศิษย์ที่เราสอนด้วย เพราะ การสอนวิชชา  18  กาย ต้องขึ้นนิพพาน  เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการสอน

แต่ไม่ได้หมายความว่า ที่ขึ้นนิพพานกันนั้น บรรลุพระอรหันต์แล้วนะ เป็นเพียงการหมดกิเลสชั่วคราวที่เกิดจากการฝึกวิชาธรรมกาย

พอเลิกฝึกวิชา เราก็เป็นคนมีกิเลสเหมือนเดิม  สนใจอยากรู้จริงๆ ก็ลองเข้ามาสังเกตการณ์ในการทำงานของกลุ่มพวกผมดูก็ได้

ไม่คิดเงิน........

คุณกัลยณธรรม ยังไม่เลิกสงสัย เข้ามาถามอีก เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2553 20:53 ว่า

แล้วอย่างในสมัยพุทธกาลมีพระที่ฟังพระพุทธเจ้าเทศแล้วบรรลุอรหันต์เลยนี่แสดงว่า บารมีเกือบเต็มแล้วใช่หรือไม่ แต่ผมก็ยังงงอยู่ดีว่าพระระดับนั้นหลงผิดได้อย่างไร

อย่างหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ก็ไม่น่าหลงนะผมว่า บารมีมากซะขนาดนั้น น่าจะไปนิพพานจริงๆ

คราวนี้ ผมตอบไปว่า (12 พฤศจิกายน 2553 22:54)

เรียน คุณกัลยาณธรรม

พระอรหันต์ที่เกิดทันพระพุทธเจ้า ไม่ใช่บารมีเกือบเต็มแล้ว แต่บารมีต้อง "เต็ม" แล้ว แต่ในการอธิษฐานบารมีของท่านเหล่านั้น ท่านอธิษฐานบารมีเพื่อต้องการเป็นพระอรหันต์สาวก

ดังนั้น เมื่อบารมีเต็ม  30  ทัศแล้ว จึงต้องรอจนกว่ามีพระพุทธเจ้ามาโปรดสัตว์ในโลก จึงลงมาเกิด

ถ้าถามว่า บุคคลเหล่านี้ รู้ได้อย่างไรว่า ช่วงเวลาใด มีพระพุทธเจ้าในโลกแล้ว

ขออธิบายประสบการณ์ตรงนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบคำถาม

กลุ่มของเราเป็นกลุ่มของมูลนิธิศึกษาการุณย์ เป็นลูกศิษย์ของคุณลุงการุณย์ บุญมานุช เราหน้าที่เผยแพร่วิชาธรรมกาย โดยการสอนวิชาธรรมกายให้เด็กนักเรียน นักศึกษา ประชาชน

ในการสอนแบบ นี้ กลุ่มของเราก็ต้องมีอิทธิปาฏิหาริย์กันบ้าง ตามแต่กำลังบารมี เช่น เราสามารถติดต่อพูดคุยกับโอปาติกะได้ เทวดา พรหม อรูปพรหม ผีสางนางไม้ เราพูดคุยติดต่อได้

เราจะพูดคุยติดต่อก็เมื่อจำเป็น ไม่ใช่จะคบหามาเป็นเพื่อนสนิทกันอย่างนั้น

เมื่อ ประมาณ  7-8  เดือนมานี้ มีผู้หญิงคนหนึ่งถูกพญานาคตนหนึ่งเข้าสิง อาการที่เกิดขึ้นก็คือ อยู่ในวัดดีๆ ท่านก็ลงไปเลื้อยบนบกอย่างงู อยู่ดีๆ ท่านก็โดดไปว่ายน้ำในสระน้ำของวัดเป็นวันๆ

ผู้หญิงคนนี้ มีสามีและลูกแล้ว รูปร่างก็สวยงามพอสมควร

เมื่อเกิดอาการอย่างนี้ ท่านก็เป็นทุกข์ ทำมาหากินไม่ได้ พออาการเกิดขึ้น ท่านบอกว่า บังคับตัวเองไม่ได้เลย ต้องทำอย่างนั้น มันก็เกิดความอายขึ้น  ก็มีคนพาผู้หญิงคนนี้มาหาพวกเรา เพื่อให้พวกเรารักษา

กลุ่มของเราตรวจสอบแล้ว ก็พบว่า ถูกพญานาคเข้าสิง ไม่รู้ว่าชาติไหนไปสัญญิงสัญญากันไว้อย่างไร ก็ไม่รู้ พญานาคท่านนี้ เป็นพญานาคเพศชาย

ในขณะที่พวกเราคุยกัน เพื่อหาทางแก้ปัญหา พญานาคตนนี้ ก็โผล่มาหาถึงบ้านเลย

อย่าไปวาดภาพว่า มีพญานาคหรืองูใหญ่เลื้อยผ่านประตูบ้านเข้ามา พญานาคเป็นสัตว์กายละเอียด ท่านก็มาอย่างกายละเอียด ต้อง "เข้า" วิชาจึงจะเห็นท่าน

พญานาคนี้ ถ้าท่านอารมณ์ดี ท่านก็มาแบบกายมนุษย์ ถ้าอารมณ์บ่จอยเหมือนครั้งนี้ ท่านก็มาเป็นแบบพญานาค ใหญ่โตมาเลย

น่ากลัวมาก ถ้าดูในสายตาคนอื่น แต่เราเป็นวิทยากรของลุง บารมีมากกว่าพญานาคไม่รู้เท่าไหร่ เราเลยเฉยๆ ไม่ตกใจอะไร

อีก ประการหนึ่ง ที่บ้านของวิทยากรท่านนี้ มีพญานาคจากวัดปากน้ำ และพญานาคจากวัดหลวงพ่อพ่อสดธรรมกายารามมา "เดิน" วิชชาอยู่เป็นประจำ ประมาณ  7  ตน

พญานาคตนนี้มาถึงบ้านของวิทยากร ก็เห็นพญานาคฝ่ายเรา เลื้อยพันบ้านอยู่แล้ว

อันที่จริงแล้ว พญานาคที่เข้ามาสิงผู้หญิงนั้น ทำอะไรเราไม่ได้อยู่แล้ว เพราะ บ้านวิทยากรของเรามีจักรพรรดิอยู่มาก โดยเฉพาะจักรแก้ว แต่พญานาคฝ่ายเราเขาก็ต้องทำหน้าที่ของท่าน

แล้วกลุ่มของเราก็ปราบพญานาคตนนี้ลงไปได้ แต่ไม่ขอเล่าในรายละเอียด อยากรู้ให้มาถามเป็นการส่วนตัว

ตอนนี้ ผู้หญิงคนที่ว่านั้น ก็ยังอยู่กับกลุ่มของเรา พบกันเป็นประจำ

ที่เล่ามาตรงนี้ เพื่อจะสรุปให้ฟังว่า พวกโอปาติกะทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพระ ฝ่ายมาร เขามีวิธีการสื่อสารของเขา ถึงกันหมด

พญานาคตนนี้ เขาอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรี วิทยากรคุยกันที่บ้านของวิทยากรคนหนึ่งในกรุงเทพ

ดังนั้น เทวดาบนสวรรค์ เมื่อมีพระพุทธเจ้าลงมาเกิด ท่าน "รู้" เป็นอย่างดี

ขอเล่าแถมอีกสักเรื่องก็ได้

วิทยากร ของเราคนหนึ่ง [เจ้าของบ้านที่พญานาคไปเยือนนั่นแหละ] ท่านเป็นผู้จัดการบริษัทแห่งหนึ่งในเครือปูนซิเมนต์ไทย

มีเพื่อนของท่าน [สมมุติว่าชื่อสมัครก็แล้วกัน] มาปรึกษาว่า คุณดุสิตเพื่อนของคุณสมัคร มาปรึกษาว่า หลายวันมาแล้ว ท่านฝันว่า มีรักยมคนหนึ่งมาเข้าฝันว่า ขอมาอยู่ด้วย

ในฝันนั้น คุณดุสิตท่านก็เป็นคนขี้เล่นเหมือนกัน ท่านก็บอกว่า ถ้าอยากมาอยู่ด้วย ให้บอกหวยก่อน

รักยมก็บอก คุณดุสิตไปซื้อก็ถูกซะด้วย แล้วรักยมก็มาเข้าฝันบ่อย ขอพาพี่มาอยู่ด้วย พออนุญาตแล้ว ก็ขอพาพ่อแม่มาอยู่ด้วย

สุดท้ายเลย ครอบครัวผีที่ว่านี้ ที่ติดต่อกันในฝันนั้น ขอให้คุณดุสิตสร้างรูปเคารพให้อยู่ เช่น รูปตุ๊กตาเด็ก ฯลฯ ทำนองนั้น

ตอนนี้ คุณดุสิตชักกลัวแล้ว มาปรึกษาคุณสมัคร คุณสมัครก็มาปรึกษาวิทยากรของเรา

เรา ก็ตั้งวอร์รูม ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี กำลังคุยอยู่นั้น ผีตัวแม่โผล่เข้ามาในบ้าน ตบกะบาลวิทยากรคนหนึ่ง [ตอนโดนตบกะบาลยังไม่เป็นวิทยากร แต่เก่งวิชาธรรมกายแล้ว]

วิทยากรท่านนั้น มึนไปพักหนึ่ง

โดยสรุป เราก็ปราบผีตัวแม่ที่โผล่มาไม่ให้สุ่ม ไม่ให้เสียงได้ และสรุปได้ว่า ครอบครัวผีชุดนี้เขาอยู่สระบุรี แต่วิทยากรประชุมกันในกรุงเทพ บ้านหลังที่ปราบพญานาคนั้นแหละ

โอปาติกะเหล่านี้ เขามีระบบสื่อสารที่ทันสมัยมาก เราคุยอะไร พวกเขารู้หมด

ที่เล่าให้ฟังทั้งหมดนั้น เป็นประสบการณ์ตรง เป็นข้อเท็จจริง (fact) แต่กลุ่มของเรานั้น ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเหล่านี้นะครับ เพิ่งรู้เพิ่งเรียนเหมือนกัน

ไม่ใช่พอรู้เรื่องนี้แล้ว จะให้เราไปปราบผี ปราบอะไร ไม่รับนะครับ ที่รับที่ผ่านมานัั้น เพราะ คนที่พามาเป็นเพื่อนสนิทกัน มันจำเป็นต้องรับ

กลับมาที่ คุณถามว่า "แต่ผมก็ยังงงอยู่ดีว่าพระระดับนั้นหลงผิดได้อย่างไร อย่างหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ก็ไม่น่าหลงนะผมว่า บารมีมากซะขนาดนั้น"

เรื่องนี้ ผมว่าผู้รู้พอสมควร คือ พระเกจิอาจารย์ทั้งหลาย ท่านไม่ค่อยบอกหรอกว่า ท่านบรรลุพระอรหันต์แล้ว เพราะ ถ้ายังไม่บรรลุจริง อาบัติถึงสังฆาทิเสสเลย

ไอ้พวกลูกศิษย์ กับสื่อทั้งหลายนี่แหละตัวดี

เชียร์กันจัง องค์นั้นก็บรรลุแล้ว องค์นี้ก็บรรลุแล้ว ไอ้ที่เชียร์กันไปนั้น พระท่านไม่รู้เรื่องหรอก เพราะ ท่านก็ไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ได้ฟังวิทยุ

พระอรหันต์นี่ มีเครื่องมือวัดกันง่ายๆ ดังนี้ คือ ไม่ตกใจ [มีหลักฐานในพระไตรปิฎก]

ถ้ายังตกใจอยู่ ก็ยังไม่ใช่

แต่พระภิกษุที่ท่านเอ่ยนามมานั้น บางองค์ใกล้เป็นพระอรหันต์จริงๆ แต่ต้องชาติต่อไป ไม่ใช่ชาตินี้

ที่เรารู้ว่าท่านอยู่ที่ไหน อย่างไร เราไม่ได้เดาหรือเข้าฝันกันนะครับ กลุ่มของพวกเรา เดินวิชาไปสัมภาษณ์ พูดคุยกับท่านเหล่านั้นเองเลย

คุณกัลยาณธรรมอยากจะคุยกับเกจิอาจารย์ที่ตายไปแล้วหรือปล่าวล่ะ มาเรียนวิชชากับพวกเรา ถ้าบารมีดีๆ เรียนพักเดียวก็สามารถไปหาท่านเหล่านั้นได้แล้ว


คุณกัลยาณธรรมยังซักถามไปมาอีก  2-3  ประเด็น ซึ่งไม่ใช่เรื่องสำคัญ ก็ขอจบภาระที่เกี่ยวกับคุณกัลยาณธรรมแค่นี้