บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

ต้องบรรลุวิชชา 3 จึงจะไปนิพพานได้


หลังจากหาเรื่องกับคุณหาธรรม จนคุณหาธรรมหนีหน้าไปแล้ว

คุณกัลยาณมิตร [IP: 110.164.212.181] ซึ่งคงติดตามอ่าน การทะเลาะของผมกับคนอ่านมานาน จึงเข้ามาถามบ้างเมื่อ 08 พฤศจิกายน 2553 23:01 ดังนี้

เอาหล่ะๆ ดร ครับ อันนี้ผมอยากรู้จริงๆ ว่า พระสายอื่นๆที่ไม่ใช่ธรรมกาย จะบรรลุธรรมไม่ได้เลยหรือ 

ถ้าผมเข้าใจผิดขออภัย อย่าพึ่งด่านะ อันนี้ถามจริงๆ ฮ่าๆๆๆ

ผมได้ตอบคุณกัลยาณมิตรไว้ ดังนี้

เรียน คุณกัลยาณมิตร  เอาหลักวิชาการล้วนๆ ก่อน

พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ชัดเจนว่า พระพุทธองค์ทรงบรรลุวิชชา 3 แล้วจึงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

วิชชา 3 ที่ว่าก็คือ

๑. ปุเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกชาติที่แล้วๆ มา
๒. จุตูปปาตญาณ รู้ว่าสัตว์ที่ตายไปแล้ว และเกิดมานี้ ตายแล้วไปไหน ก่อนเกิดมาจากไหน
๓. อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวกิเลสให้สิ้นไป

เท่าที่ศึกษางานเขียนของสายปฏิบัติธรรมอื่นๆ ไม่เคยพบว่า มีการอธิบายวิชชา 3 อย่างจะต้องปฏิบัติอย่างไร

ทำได้เพียงแต่ยกเนื้อหาจากพระไตรปิฎกเท่านั้น

สายพอง-ยุบกับสายนาม-รูปไปสุดกู่ยิ่งกว่านั้น แทบจะไม่กล่าวถึงวิชชา 3 เลย แถมอีกหนึ่งประการก็คือ พระพม่าไม่เชื่ออีกเรื่องคือ เรื่องบารมี 30 ทัศ

ในเรื่องวิชชา 3 นี้ หลวงพ่อวัดปากน้ำ เขียนอธิบายไว้ชัดเจนไว้ว่า จะปฏิบัติอย่างไร หาอ่านได้ในหนังสือแนวเดินวิชาหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดาร ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

ในเรื่องที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ถ้ากล่าวกันในเรื่องการจัดการความรู้ (Knowledge management - KM)

ความรู้ของสายปฏิบัติธรรมอื่น ก็เป็นความรู้แฝงเร้น หรือความรู้แบบฝังลึก (Tacit Knowledge) คือ ไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร

ส่วน วิชชาธรรมกายนั้น เมื่อมีการเขียนอธิบาย มีการตีพิมพ์เป็นหนังสือ ก็เป็นความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) แล้ว และสามารถปฏิบัติตามได้โดยง่าย

ตอนนี้มาถึงคำถามที่ว่า "พระสายอื่นๆที่ไม่ใช่ธรรมกาย จะบรรลุธรรมไม่ได้เลยหรือ"

คำตอบก็คือ ได้แต่ยาก

เรื่องนี้ต้องเข้าใจเรื่องบารมี 30 ทัศ กับการสร้างบารมี

พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่แล้ว คิดว่า เมื่อเราทำบุญแล้ว เราก็ได้บุญซึ่งก็คือ บารมีนั่นแหละ โดยอัตโนมัติ แต่ไม่เข้าใจว่า บุญบารมีเป็นอย่างไร

การเข้าใจอย่างนั้น ยังไม่ถูกต้องนัก ในการสร้างบุญสร้างบารมีนั้น พระพุทธเจ้าจะทรงให้บารมี ทำเท่าไหร่ก็ได้เท่านั้น

เมื่อสร้างบารมีจนครบ 30 ทัศ เข้าเกณฑ์ที่จะไปนิพพานได้

บุญหรือบารมีมีลักษณะเป็นดวงกลมใส เมื่อสร้างบุญบารมีธรรมดาได้จนเส้นผ่าศูนย์กลางได้ 1 คืบ บุญบารมีธรรมดาก็จะกลั่นตัวเองกลายเป็นอุปบารมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 องคุลี

เมื่ออุปบารมีขยายใหญ่จนได้เส้นผ่าศูนย์กลางได้ 1 คืบ ก็จะกลั่นตัวเองเป็นปรมัตถบารมีขนาด 1 องคุลี

ปรมัตถบารมีขยายใหญ่จนได้เส้นผ่าศูนย์กลางได้ 1 คืบ ครบทั้ง 10 บารมี จึงจะบรรลุพระอรหันต์ได้

บารมี 10 ประการได้แก่
๑. ทานบารมี
๒. ศีลบารมี
๓. เนกขัมมบารมี
๔. ปัญญาบารมี
๕. วิริยะบารมี
๖. ขันติบารมี
๗. สัจจบารมี
๘. อธิษฐานบารมี
๙. เมตตาบารมี
๑๐. อุเบกขาบารมี

ไม่ว่าท่านจะปฏิบัติธรรมอย่างไรตามหลักของศาสนาพุทธ ท่านจะต้องมีดวงตาเห็นธรรม และเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ไปจนถึงอริยสัจ 4 มรรค 8 และบรรลุมรรคผลนิพพานทุกคน

ถ้าบรรลุเอง แล้วสอนใครไม่ได้ ก็เป็น พระปัจเจกพุทธเจ้า ถ้าบรรลุเอง แล้วสอนคนอื่นได้ด้วย ก็เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ถ้าบรรลุเพราะคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เป็น พระอรหันต์สาวก

โดยสรุป เมื่อบารมี 30 ทัศเต็มส่วน ไม่ว่าจะปฏิบัติธรรมสายใด ท่านจะต้องเห็นดวงธรรม เห็นกายธรรม ตามที่หลวงพ่อวัดปากน้ำนำมาสอนไว้ และกำหนดชื่อไว้ว่า วิชชาธรรมกาย จึงจะไปนิพพานได้

ต่อไปเป็นความรู้จากการปฏิบัติ

ตามหลักคำสอนของสายวิชชาธรรมกายนั้น เราจะต้องขึ้นไปนิพพานกันเป็นประจำ ไปทูลถามพระพุทธองค์กันเป็นประจำ วันละหลายครั้งหลายหน

ยังไม่มีพระภิกษุรูปใดในประเทศไทยที่บรรลุพระอรหันต์และขึ้นไปอยู่บนนิพพาน

พระภิกษุที่กระดูกลายเป็นพระธาตุก็ยังไม่บรรลุพระอรหันต์ แต่บารมีเกือบครบ 30 ทัศแล้ว เกิดอีกไม่กี่ครั้งก็สามารถบรรลุพระอรหันต์ได้

คุณเทียม บุญโชควัฒนา ที่กล่าวไว้ว่า ถ้ามีทางลัดแล้ว จะเดินทางอ้อมทำไม

โดยสรุปสุดท้าย พุทธศาสนิกชนทุกคนจะต้องเห็นดวงธรรม เห็นกายธรรม ตามที่หลวงพ่อวัดปากน้ำนำมาสอนไว้ จึงจะไปนิพพานได้

จึงเป็นทางลัดและสั้นสุดที่จะไปนิพพาน ท่านจะไปเรียนสายอื่นๆ ซึ่งเป็นทางอ้อมทำไม

สิ่งน่ากลัวก็คือ ขนาดว่า เราเรียนวิชชาธรรมกายแล้วก็ตาม ยังจะต้องตายแล้วเกิดอีกไม่รู้กี่ชาติ ทางลัดยังต้องใช้เวลาถึงขนาดนั้น

ถ้าเรียนทางอ้อม คุณลองคิดดูซิว่า จะต้องใช้เวลาตายแล้วเกิดอีกกี่ชาติ

ถึงคราวนี้ ผมนำมาลงใหม่ และอ่านใหม่แล้ว ผมก็ยังคงตอบเหมือนเดิม 



โง่ก็น่าจะอยู่ส่วนโง่


ต่อจากคุณอนัตตา คุณหาธรรม [IP: 222.123.113.46] ได้เข้ามาหาเรื่องเมื่อ 05 กันยายน 2553 17:46 ดังนี้

คุณ มนัส

ลองไปศึกษาใหม่ให้ดีซิครับ เขียนดูดีเหมือนถูกต้อง เกือบแล้ว แต่ยังขาดการเชื่อมโยง กับการลงมือปฏิบัติ

ถ้าคนที่ลงมือปฏิบัติจริง จะไม่เป็นแบบนี้

นี่ถ้าคนอื่นเห็นว่า สติปักฐาน ๔ ไม่ใช่วิธีที่ควรจะปฏิบัติ เพราะอย่าข้อความของคุณ เท่ากับว่าคุณเป็นคนเผยแผ่ความคิดมิจฉาทิฐิ คุณจะรับบาปกรรมไม่ไหวนะครับ

ผมจะสรุปให้ฟังว่าคุณยังเข้าไจไม่ถูกตรงไหน

สติปักฐาณ ๔ เริ่มที่ กายานุปัสนา เวทนานุปัสนา จิตตานุปัสนา และ ธรรมานุปัสนา

ในขั้นธรรมานุปัสสนา มีการพิจารณาใน นิวรณ์ ๔ อุปาทานขันธ์ ๕ อยตานะ ๑๒ โภชฌงค์ ๗ และ อริยสัจ ๔

ส่วนในวิปัสนาภูมิจะประกอบด้วย ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ และปฏิจสมุปบาท ๑๒

พิจารณาให้ดี กาย (รูป) เวทนา จิต ธรรม มันก็คือ ขันธ์ ๕ นั่นเอง นั่นแสดงว่า สติปักฐาณ ๔ ก็คือธรรมในขันธ์ ๕

สติปักฐาน ๔ ก็คือ สัมมาสติในมรรคมีองค์ ๘

ขันธ์ ๕ มีใน วิปัสนาภูมิด้วย มีอยู่ในครึ่งแรกของปฏิจสมุปบทา ๑๒ ด้วย อยตนะ ๑๒ ในธรรมานุปัสนา ก็คือ อายตนะ ๑๒ และธาตุ ๑๘ ในวิปัสนาภูมิ อริยสัจ ๔ มีในทั้งสอง

ผมสรุปก็คือ ธรรมานุปัสสนา ก็คือ วิปัสสนาภูมิ มันคืออย่างเดียวกัน

วิปัสสนาภูมิ ๖ ก็เพื่อให้เกิดปัญญารู้แจ้ง ดังนั้น ธรรมานุปัสสนาในสติปักฐาน ๔ ก็ต้องทำให้เกิดปัญญารู้แจ้งเช่นกัน

เวลา ครูบาอาจารย์สอนกรรมฐาน ท่านก็เริ่มจากกายานุปัสนนา เพราะเป็นพื้นฐานที่เข้าใจง่าย ซึ่งมี ๖ อย่าง

ได้แก่ พิจารณาหรือมีสติรู้ที่ลมหายใจเข้าออก สติรู้ที่อิริยาบท ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน สัมปชัญญะในทุกอิริยาบท พิจารณากายเป็นเพียงธาต ๔ เป็นสิ่งสกปรก และเป็นซากศพ

ทีนี้แต่ละสำนักท่านก็สอนต่างกันไม่ว่าจะพิจารณาลมหายใจ หรือพิจารณาลมหายใจและตามความรู้สึกยุบพองของท้อง หรือเจริญสติ.... ก็ยังอยู่ในสติปักฐาน ๔

ถ้าสูงขึ้นไปก็ เวทนา จิตตา และ ธรรมานุปัสสนา ซึ่งสติปักฐาน ๔ นี้ ถือเป็นวิธีปฏิบัติที่เป็นทางตรง สู่การวิปัสสนา เพื่อให้บรรลุมรรคผล

ทางอื่นไม่ใช่ไม่สามารถบรรลุมรรคผลได้ ได้เหมือนกัน แต่เสี่ยงต่อการหลงทาง และอ้อมทาง เช่น การเพ่งวัตถุ มันจะไปทางฌานสูง ๆ ขึ้นไป ไม่ใช่ทางปัญญา (โดยตรง)

ไปค้นดูได้ ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดเลยที่ตรัสรู้โดยไม่ได้พิจารณากาย พระอรหันต์ในปัจจุบันทุกองค์เหมือนกัน ไม่มีองค์ใดเลยทีบรรลุพระอรหันต์โดยไม่ได้ผ่านการพิจารณากาย

ส่วนที่คุณอ้างว่าเพราะวิชา ๓ วิชา ๘ อะไรนั่นนะ มันเป็นผล ไม่ใช่เหตุ มันเป็นผลของการทำกรรมฐานจะไปจากวิธีใดก็ตาม

ในช่วงนั้น ผมตอบคุณหาธรรม ไปดังนี้

เรียนคุณหาธรรม

ผมตอบคุณไปหลายบันทึกแล้ว ในบันทึกนี้ก็ยังยืนยันว่า "โง่ก็อยู่ส่วนโง่เถอะ" อยู่เงียบๆ ไม่พูดออกมา ก็ไม่มีใครรู้ว่าคุณโง่หรอก

ตรงนี้ขอแย้งข้อความเดียว คือ ข้อความนี้

"ส่วนที่คุณอ้างว่าเพราะวิชา ๓ วิชา ๘ อะไรนั่นนะ มันเป็นผล ไม่ใช่เหตุ มันเป็นผลของการทำกรรมฐานจะไปจากวิธีใดก็ตาม"

คุณหาธรรม คุณจะเก่งกว่าพระพุทธเจ้าหรือไง

พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างชัดเจนว่า ท่านบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะ วิชชา 3 มีปรากฏอย่างชัดเจนในพระไตรปิฎก

คุณจะมาว่าอะไรเหตุ อะไรผลอีก ที่คุณยกมานั่น มีข้อความส่วนไหนของพระไตรปิฎกสนับสนุนอยู่

ผมวิพากษ์วิจารณ์สายพอง-ยุบกับสายนาม-รูปไว้หลายบันทึก โต้แย้งอย่างเป็นวิชาการสักบันทึกหนึ่งได้ไหม

ให้ตายเถอะ...โรบิ้น...

คุณหาธรรมนี่ แกหาเรื่องผมมาหลายบทความแล้ว

แกก็ใช้ชื่อเดิมอยู่เสมอ ผมได้ตอบไปแล้ว จนกระทั่งเบื่อ ความเป็นสมองหมา ปัญญาควายของคุณหาธรรม  ผมจึงตอบไปสั้นๆ

อย่างไรก็ดี  จะเห็นว่า พวกคนไทยใจพม่า ที่เป็นสาวกของพระพม่านั้น จะไม่สนใจ “วิชชาสาม” ไม่รู้เรื่องด้วย 

พวกนี้บ้าและคลั่งไคล้อย่างเดียวคือ “สติปัฏฐาน” 

1) สติปัฏฐานเป็นวิปัสสนา ก็ไม่จริง เพราะ เป็นแค่อนุปัสนา

2) สติปัฏฐานถ้าใครปฏิบัติแล้วจะบรรลุมรรคผล ภายใน 7 ปี 7 เดือน 7 วัน  พวกแดกด่วนชาวไทย ก็ชอบใจปฏิบัติกันใหญ่ 

ปฏิบัติจนตายกันไป 3 รุ่นคนแล้ว ยังเห็นมีใครบรรลุ หรือใกล้ความเป็นพระอรหันต์แม้แต่คนเดียว 



พวกบ้าสั่งสอน


บทความเรื่อง “สติปัฏฐานกับความหลงผิด” ผมเขียนลงครั้งแรกที่ gotoknow ก็มีผู้เข้ามาอ่าน มาถกเถียงกันมากพอสมควร

แล้วผมก็ถูก gotoknow บล็อกไม่ให้เข้าไปเขียน  ผมก็เลยทิ้ง gotoknow บ้าง มีหลักฐานหลงเหลือเป็นไฟล์เอกสารอยู่บ้าง ผมก็จึงนำมาเขียนที่นี่

ตอนนี้ gotoknow อนุญาตให้เข้าไปเขียนได้อีก ผมจึงกลับไปเอาความเห็นที่ได้ถกเถียงกันมา มาวิพากษ์วิจารณ์อีกทีหนึ่ง เพื่อเก็บไว้เป็นประวัติศาสตร์

ในการเผยแพร่ที่นี่ ผมเปลี่ยนชื่อเป็น “ความหลงผิดของพระพม่า”

คุณ abc [IP: 113.53.181.156] เข้ามา25 พฤศจิกายน 2552 15:16 กล่าวว่า

คุณ ดร. มนัส จะบิดเบือน คำสอนไปถึงไหน เป็นถึง ดร. ศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนไม่ดีหรือ ให้ความเห็นผิด นิรยะเป็นที่ไป

ตอนนั้น ผมไม่ได้ตอบความเห็นของคุณ abc  วันนี้ก็ขอตอบเลย ตอบช้าไปประมาณ 2 ปี

คุณ abc แกคงเริ่มเรียนธรรมะ ถึงตั้งชื่ออย่างนั้น  เป็นละอ่อนว่าอย่างนั้นเถอะ เป็นผู้ที่จะเริ่มต้นเข้าสู่ชมรม “สมองหมา ปัญญาควาย”

แกเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์แบบนั้น ไม่ได้บอกเลยว่า “บิดเบือนคำสอน” อย่างไร  คุณ abc  อ่านพระไตรปิฎกบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้

การวิพากษ์วิจารณ์แบบนี้ มันต้องชี้ให้เห็นว่า “ผิดนั้น ผิดอย่างไร” และที่ถูกนั้น ถูกอย่างไร หรือควรเป็นอย่างไร

นี่ ศึกษามาแค่สายเดียว ลงความเห็นว่า “ของกูถูก” ใครเห็นผิดจากกู เป็นผิดหมด

ต่อมาเป็นคุณ สติ สมาธิ ปัญญา นำพาบารมี [IP: 125.25.77.155] เข้ามาเมื่อ 23 พฤษภาคม 2553 21:57

คุณ ดร. คะ คุณปฏิบัติหรือเปล่าคะ คนที่ปฏิบัติ น่าจะมีการสำรวมกาย วาจา ความคิดมากกว่านี้นะคะ

การปฏิบัติไม่ว่า จะเป็นสายใด ดิฉันคิดว่า หากตั้งใจปฏิบัติ ระลึกในพระพุทธองค์ ก็เป็นสิ่งที่ดีทั้งหมด

ฉะนั้น อย่าเอาจิตของท่านหรือความคิดของท่านไปตำหนิใครเลยค่ะ เอาเวลาไป ปฏิบัติในสิ่งที่คุณถนัดและให้ถูกจริตกับแต่ละคนดีกว่า ถึงได้มีหลายแนวทางตามจริตแต่ละคนค่ะ

เพราะคุณอาจจะยังไม่ทราบนะคะ ยกตัวอย่างเช่น สติปัฏฐาน นั้นก็มีแยกย่อยอีกมากค่ะ วิปัสสาเองก็มีย่อยอีกค่ะ

ดิฉันว่า หากคุณมัวแต่จะเอาเวลามาวิพากษ์ วิจารณ์พร้อมกับใช้ถ้อยคำที่ กระทบกระเทียบว่าสายต่างๆ นั้นไม่ใช่สิ่งดี หากคุณคิดว่าสายใดถูกจริตกับคุณก็ปฏิบัติตามจริตคุณแล้วกันค่ะ

สุดท้ายขอให้คุณ ดร.ค้นพบสายปฏิบัติที่ถูกจริตกับคุณนะคะ เจริญในธรรมค่ะ

ในช่วงนั้น  ผมตอบคุณ สติ สมาธิ ปัญญา นำพาบารมี ไว้ดังนี้

เรียนคุณสติ สมาธิ ปัญญา นำพาบารมี [IP: 125.25.77.155] ตอบช้าไปประมาณ 4 เดือน

คุณมีอาชีพชอบสั่งสอนคนอื่นหรือไง การที่คุณจะสอนใคร ก็น่าจะพิจารณาก่อนว่า เขายินดีให้สั่งสอนหรือไม่

ผมบอกเลย ผมไม่ได้ยินดีให้คุณมาสั่งสอนอะไรผม ผมเรียนรู้ด้วยตัวของผมเองได้ว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

ไม่ใช่มีเงินเข้าเน็ตได้ พิมพ์คอมพิวเตอร์เป็น จะได้ไปเที่ยวสั่งสอนคนอื่นเขา ถ้าคุณมีความรู้จริง ก็แย้งไปที่ข้อเขียนของผมนั่น ถึงจะถูกหลักการ

มารำพึงรำพันอะไร

ตั้งแต่ตอบไปแล้ว คุณสติ สมาธิ ปัญญา นำพาบารมี ไม่กล้ามาให้ความเห็นอีกเลย  ที่ผมเขียนไปนั่น ผมยังยืนยันเหมือนเดิม  คือ สันดานเสียของคนไทยอย่างหนึ่งก็คือ  นึกจะสั่งสอนใคร ก็สั่งสอนไปทั่ว

ไม่ได้ดูเลยว่า คนที่จะไปสั่งสอนคือใคร มีความรู้มากขนาดไหน คุณวุฒิเป็นอย่างไร พอตัวเองศึกษาธรรมะเข้าบ้าง  มีโอกาสเมื่อไหร่ สั่งสอนเขาไปเรื่อย

อย่างฝรั่งเขาว่า “None of your business”  พี่ไทยก็สั้นๆ คำเดียวว่า “เสือก”

คุณอนัตตา [IP: 119.42.81.42] เข้ามาถามเมื่อ 17 สิงหาคม 2553 13:33 ว่า

รบกวนถามครับ เกี่ยวกับวิชชาธรรมกาย ที่ท่านได้ฝึกมา ไม่ทราบว่าในการฝึกเจริญสติ ตามสติปัฏฐานสี่  วิชชาธรรมกายใช้หลักในส่วนไหนในสติปัฏฐานสี่

ซึ่งส่วนใหญ่ที่ใช้ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หลักอานาปานสติ ไม่ว่าสายหลวงพ่อพุทธทาส สายหลวงปู่มั่น

สายอื่น ที่ใช้หลักสำคัญสัมปชัญญบรรพ ก็มีสายหลวงพ่อเทียน หรือสายพอง-ยุบ อย่างที่ท่านกล่าวถึงบ่อย

สายอื่นที่ใช้ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็มีท่านอาจารย์อุบาขิ่น

สายจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็มีหลวงพ่อปราโมทย์ หลวงพ่ออำนาจ คือผมยังสงสัยในส่วนวิชชาะธรรมกายว่าใช้หลักในส่วนไหนของสติปัฏฐานสี่ครับ

ในส่วนผมไม่ได้มีอคติในสายใดสายหนึ่ง เพราะแต่ละสายกว่าจะมีผู้คนยอมรับได้ ย่อมผ่านอะไรๆ มาอย่างมากมาย

ในช่วงนั้น  ผมตอบคุณอนัตตา ไว้ดังนี้

เรียนคุณ อนัตตา [IP: 119.42.81.42]

ที่คุณถามมานั้น ผมก็เขียนอยู่ในบล็อกนี้ แต่บันทึกอื่น อยากรู้ก็หาอ่านเอาเองก็แล้วกัน

ขออธิบายเพิ่มเติมจากประสบการณ์ในการตอบคำถามสักหน่อยว่า  ผมคิดว่า คนถามนั้น พออ่านเจอบล็อกแล้ว อ่าน  นึกสงสัยก็ถามเลย  คำถามบางคำถามนั้น ถ้าว่าที่ผมเขียนไปทั้งหมด ก็น่าจะเข้าใจ

แต่คงไม่มีใครทำอย่างนั้น  ดังนั้น ในการตอบคำถาม บางทีไม่ค่อยมีเวลา ก็ต้องตอบว่า ให้ไปหาอ่านเองบ้าง 

คราวนี้ ก็ต้องเป็นอย่างนั้นอีก แต่ผมเขียนไว้ค่อนข้างละเอียดมากขึ้น  ถ้าอยากจะรู้ก็ไปอ่านที่นี่


กายธรรมสติปัฏฐาน  http://kaithamsatipatthan.blogspot.com/